สื่อมัลติมีเดียเพื่อการศึกษาในศตวรรษที่ 21

สื่อมัลติมีเดียเพื่อการศึกษาในศตวรรษที่ 21

                 

         ในอดีต เมื่อกล่าวถึงคำว่า สื่อมัลติมีเดีย (Multimedia) หรือสื่อประสม จะหมายถึง การนำสื่อหลายๆ ประเภทมาใช้ร่วมกัน เช่น รูปภาพ เครื่องฉายแผ่นโปร่งใส เทปบันทึกเสียง วีดีโอ ฯลฯ เพื่อให้การเสนอผลงานหรือการเรียนการสอนดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการเสนอเนื้อหาในรูปแบบต่างๆ นอกจากการบรรยายเพียงอย่างเดียวโดยที่ผู้ฟังหรือผู้เรียนมิได้มีปฎิสัมพันธ์ต่อสื่อนั่นโดยตรง แต่ในปัจจุบัน  สื่อมัลติมีเดีย จะหมายถึง การใช้คอมพิวเตอร์แสดงผลในลักษณะผสมสื่อหลายชนิดเข้าด้วยกัน โดยเน้นที่การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เห็น ได้เลือก และรับฟังข้อมูลข่าวสารผ่านจอคอมพิวเตอร์ โดยข้อมูลและข่าวสารต่างๆ จะรวมรูปแบบของ ตัวอักษร   รูปภาพ   ภาพเคลื่อนไหว   เสียง และวีดีโอ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถตอบโต้และมีปฎิสัมพันธ์กับสื่อโดยตรงได้ และเมื่อนำสื่อมัลติมีเดียมาใช้กับการศึกษา จึงนิยมเรียกว่าสื่อมัลติมีเดียเพื่อการศึกษา  แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับสื่อมัลติมีเดีย ( Multimedia ) หรือสื่อประสมจะมีการนิยามความหมายและเรียกชื่อแตกต่างกันหลายชื่อตามลักษณะของการใช้  ดังนี้ คือ

1. สื่อประสม  หมายถึงการนาเอาสื่อหลายๆประเภทมาใช้ร่วมกันทั้งวัสดุ อุปกรณ์ และเทคนิควิธีการเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการเรียนการสอน โดยการใช้สื่อแต่ละชนิดเป็นไปตามลำดับขั้นตอนของเนื้อหา ปัจจุบันมีการนาเอาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มาใช้ในการผลิตหรือควบคุมการทางานของอุปกรณ์ต่างๆในการนาเสนอข้อมูลทั้งตัวอักษร ภาพกราฟิก ภาพถ่าย ภาพเคลื่อนไหวแบบแบบวิดีทัศน์และเสียง

2. สื่อมัลติมีเดีย  หรือ อาจเรียกสื่อประสม หรือสื่อหลายแบบ ซึ่งพจนานุกรมศัพท์คอมพิวเตอร์ฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายว่า หมายถึงการใช้อุปกรณ์ต่างๆเพื่อร่วมกันนาเสนอข้อมูลเป็นหลัก โดยเน้นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากเทคนิคการนาเสนอ เช่น ผลลัพธ์ที่เกิดบนจอภาพคอมพิวเตอร์ หรือบนจอรับภาพในรูปแบบอื่นๆ ซึ่งจะมีคาศัพท์เฉพาะอีกหลายคาที่ใช้ร่วมกับสื่อมัลติมีเดียเช่น การนาเสนอข้อมูลด้วยระบบมัลติมีเดีย ( Multimedia Presentation ) คอมพิวเตอร์ช่วยสอนด้วยระบบมัลติมีเดีย ( Multimedia CAI ) และคอมพิวเตอร์ระบบมัลติมีเดีย ( Multimedia Computer Systems ) หากพิจารณาการใช้จะพบว่าเป็นการนำเอา Hardware และ Software ไว้ด้วยกันส่วนที่จะเน้นส่วนไหนมากหรือน้อยจะขึ้นอยู่กับจุดประสงค์และลักษณะของการใช้

3. มัลติมีเดียปฏิสัมพันธ์  เป็นสื่อมัลติมีเดียที่เน้นการให้ผู้ใช้เป็นผู้ควบคุมการนำเสนอ เป็นผู้เลือกเส้นทางเดิน ( Navigation ) การโต้ตอบ การให้ความรู้และกิจกรรมที่มีในบทเรียน วัตถุประสงค์เพื่อการเรียนการสอนและการฝึกอบรมเป็นหลัก หรือสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอนทั้งในและนอกระบบโรงเรียน การสอนโดยระบบนี้มีจุดเด่นที่การควบคุมกิจกรรมการเรียน การควบคุมเวลาเรียน และการได้มีปฏิสัมพันธ์กับบทเรียนที่จะส่งผลดีต่อผู้เรียนโดยเฉพาะการเรียน รายบุคคลซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีการเรียนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ( Learner Centre )ในวงการศึกษาจะเรียกสื่อลักษณะเช่นนี้ว่ามัลติมีเดียปฏิสัมพันธ์เพื่อการเรียนการสอน ( Interactive Multimedia Instruction: IMI )

4. ไฮเปอร์มีเดีย (Hypermedia ) เป็น สื่อมัลติมีเดียที่มีการนำเสนอข้อมูลทั้งภาพและเสียง ข้อความ ภาพเคลื่อนไหว มีการให้คำแนะนำวิธีการใช้และวิธีความคุมเส้นทางโปรแกรมผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ รวมทั้งสามารถเชื่อมโยงไปยังข้อมูลต่างๆได้อย่างหลากหลายรูปแบบ ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเลือกใช้ข้อมูล เลือกเส้นทางเดินเพื่อการศึกษาและการสืบค้นได้ตามความต้องการ กล่าวได้ว่าสื่อไฮเปอร์มีเดียจะมีประโยชน์ในการพัฒนาผู้เรียนได้ปรับโครงสร้างความคิด ความจำช่วยกระตุ้นให้เกิดความตระหนักในสาระต่างๆมากขึ้น

5. ไฮเปอร์เท็กซ์ (Hypertext ) เป็น รูปแบบการนำเสนอข้อมูลทั้งที่เป็นข้อความ รูปภาพและเสียง โดยใช้คอมพิวเตอร์เชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกัน เมื่อต้องการสืบค้นข้อมูลผู้ใช้เพียงกำหนดหัวข้อที่ต้องการก็จะทราบข้อมูลนั้นๆในเวลาอันรวดเร็ว

          สื่อ ประเภทต่างๆที่กล่าวในเบื้องต้นนั้น ต่างก็เป็นสื่อประสมระบบสื่อปฏิสัมพันธ์ที่นำเสนอทั้งภาพและเสียงรวมทั้งข้อมูลต่างๆ เพื่อประโยชน์ต่อการเรียนการสอนทั้งสิ้น ทั้งนี้การเรียกชื่อที่แตกต่างกันออกไปย่อมขึ้นอยู่กับจุดประสงค์หลักของการใช้เป็นประการสำคัญแต่ยังคงคุณลักษณะของสื่อมัลติมีเดียที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอนและการศึกษาโดยรวม  ซึ่งสื่อการสอนไม่ว่าจะเป็นสื่อชนิดใด รูปแบบใดก็ยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญในการถ่ายทอดความรู้ ความคิด และทักษะต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสภาพสังคมปัจจุบันเต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสาร การใช้สื่อการสอนในรูปแบบที่เหมาะสมจึงมีความจำเป็นมากขึ้น เพราะสื่อจะช่วยให้การรับรู้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของสื่อและวิธีการเสนอสื่อนั้นๆ ด้วย สื่อธรรมดาที่สุด เช่น ชอล์กและกระดานดำหรือไวท์บอร์ด หากมีการออกแบบการใช้ที่ดีก็อาจมีประสิทธิภาพในการสื่อความหมายมากกว่าการใช้สื่อที่ซับซ้อน และมีราคาแพงกว่าก็เป็นได้ อย่างไรก็ตาม สื่อแต่ละประเภทย่อมมีข้อดีและข้อจำกัดในตัวเอง

           ข้อได้เปรียบของสื่อมัลติมีเดีย คือ ประสิทธิภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาก้าวหน้าอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด ทำให้ระบบคอมพิวเตอร์สามารถประมวลข้อมูล นำเสนอข้อมูล ภาพ เสียง และข้อความได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิภาพดังกล่าวนี้เมื่อผนวกเข้ากับการออกแบบโปรแกรมที่ดี ย่อมส่งผลดีต่อการเรียนการสอน ข้อเสียเปรียบของสื่อมัลติมีเดียคือ ราคาของคอมพิวเตอร์ นอกจากนั้นก็เป็นความซับซ้อนของระบบการทำงานซึ่งเมื่อเทียบกับสื่ออื่นๆ นับว่าคอมพิวเตอร์เป็นสื่อที่มีความยุ่งยากในการใช้งาน อย่างไรก็ตาม ความยุ่งยากของการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ได้ลดลงตามลำดับ บริษัทผู้พัฒนาโปรแกรมได้พยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้การใช้คอมพิวเตอร์มีความง่ายสำหรับคนทุกคนทุกอาชีพ

ลักษณะของสื่อมัลติมีเดีย  ได้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ

1. สื่อมัลติมีเดียเชิงพื้นฐาน ( Basic Multimedia ) เป็นสื่อประสมเชิงพื้นฐานที่มีการนำเอาสื่อหลายประเภทมาใช้ร่วมกันในการเรียนการสอน เช่น การนำเอาวิดีทัศน์ (Video) มาประกอบการบรรยายของครูผู้สอนโดยมีสื่อสิ่งพิมพ์ประกอบด้วย หรือการสอนด้วยสื่อประสมในรูปแบบชุดการสอน ( Instructional Package ) หรืออาจเป็นการจัดชุดสื่อประสมแบบห้องเรียนสื่อประสมที่เป็นห้องที่ประกอบไปด้วยวัสดุอุปกรณ์หลายชนิดไว้ด้วยกันเพื่อสะดวกในการใช้ ภายในห้องเรียนสื่อประสมจะประกอบไปด้วยอุปกรณ์หลายอย่างเช่น เครื่องฉายแผ่นใส เครื่องฉายสไลด์ เครื่องคอมพิวเตอร์ครบชุด เครื่องเล่น VCD/DVD พร้อมลำโพง นอกจากห้องเรียนสื่อประสมแล้วยังมีการจัดเป็นชุดสื่อประสมแบบเคลื่อนที่ เพื่ออำนวยความสะดวกต่อผู้สอนในการเคลื่อนย้ายชุดอุปกรณ์ไปสอนในห้องต่างๆ ซึ่งอาจออกแบบเป็นรถเข็นขนาดเล็กที่สามารถบรรจุชุดอุปกรณ์ได้หลากหลายประเภท เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งการใช้สื่อประสมในลักษณะที่กล่าวมานี้ ผู้เรียนและสื่อจะไม่มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน แต่จะเป็นการสอนในลักษณะของการใช้สื่อหลายทางหรือใช้สื่อหลายรูปแบบเพื่อการสอนในแต่ละครั้งเป็นหลักการสำคัญ

2. สื่อมัลติมีเดียเชิงโต้ตอบ ( Interactive Multimedia ) เป็นสื่อประสมที่มีการใช้คอมพิวเตอร์เป็นหลักในการนำเสนอสารสนเทศรูปแบบต่างๆทั้งตัวอักษร รูปภาพทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว เสียงประกอบ  โดยมีลักษณะของการใช้คอมพิวเตอร์ 3  ลักษณะดังนี้ คือ

1) การใช้คอมพิวเตอร์เป็นฐานในการนำเสนอสารสนเทศ โดยการควบคุมอุปกรณ์ร่วมต่างๆ ในการทำงาน เช่น การนำเสนอในรูปแบบวีดิทัศน์เชิงโต้ตอบ (Interactive Video) การควบคุมการนำเสนอสไลด์มัลติวิชั่น (Slide Multi-vision) และการควบคุมระบบการทางานของอุปกรณ์ต่างๆในสถานีงานสื่อประสม (Multimedia Workstation) เป็นต้น

2) การใช้คอมพิวเตอร์เป็นฐานในการผลิตแฟ้มสื่อประสมมัลติมีเดียในลักษณะนี้เป็นการใช้โปรแกรมสำเร็จรูปต่างๆ เช่น Tool Book, Author Ware และนำเสนอแฟ้มบทเรียนที่ผลิตขึ้นแล้วให้กับผู้เรียนโปรแกรมสำเร็จรูปเหล่านี้จะช่วยในการผลิตแฟ้มบทเรียน การฝึกอบรม หรือการนำเสนองานในลักษณะสื่อหลายมิติ (Hypermedia) โดยแต่ละบทเรียนจะมีเนื้อหาในลักษณะตัวอักษร ภาพกราฟิก ภาพเคลื่อนไหว หรือภาพวีดิทัศน์รวมอยู่ในแฟ้มเดียวกัน บางครั้งบทเรียนเหล่านี้อาจมีชื่อเรียกว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction: CAI) นั่นเอง

          การใช้คอมพิวเตอร์เป็นสื่อเครือข่ายในลักษณะ e-Learning สื่อมัลติมีเดียประเภทนี้เป็นลักษณะการนาเอาสื่อ ICT มาใช้ทั้งในรูปแบบ Internet หรือ Intranet และเครือข่ายเฉพาะที่ (Local Area Network: LAN) ซึ่งสามารถดำเนินการได้ในหลายรูปแบบทั้งลักษณะของการสอนผ่านเว็บ (Web Based Instruction : WBI) หรือการสอนแบบห้องเรียนเสมือน (Virtual Classroom) เป็นต้น

          นอกจากนั้น ยังมีระบบสื่อมัลติมีเดียแบบปฏิสัมพันธ์ (Interactive Multimedia Contents) เกิดจากกระบวนการผสมผสานกันของเนื้อหาบทเรียนของครู (Teacher’s Educational Content) กับเทคโนโลยีและมัลติมีเดีย ซึ่งสื่อระบบมัลติมีเดียที่สามารถส่งต่อไปยังผู้เรียนได้ใน 3 รูปแบบคือ

          รูปแบบที่ 1  มัลติมีเดียแบบครูเป็นศูนย์กลาง (Teacher-Center Mode) รูปแบบนี้ครูจะเป็นผู้ควบคุมข้อมูลเนื้อหาที่นักเรียนจะได้รับ รวมทั้งปริมาณข้อมูลที่เผยแพร่ไปยังนักเรียน รูปแบบนี้ประกอบด้วยการนำเสนอ (Presentation) และการสาธิต (Demonstration) ข้อมูลโดยนักเรียนสามารถจดจำและระลึกข้อมูลด้วยการฝึกฝนและปฏิบัติ (Drill and Practice) รวมทั้งการสอนเนื้อหา (Tutorial) ด้วยปฏิสัมพันธ์ขั้นสูง โปรแกรมจะบรรจุลงใน CD-ROM และส่งไปยังผู้เรียน และผู้เรียนจะเปิดโปรแกรมและปฏิบัติตามครูบรรยายในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเขาเอง

          รูปแบบที่ 2  มัลติมีเดียแบบนักเรียนเป็นศูนย์กลาง ( Student-Center Mode ) รูปแบบนี้ผู้เรียนจะเป็นผู้สร้างความรู้ด้วยตัวเขาเองและนำประสบการณ์ที่เกิด ขึ้นจริงไปสู่กระบวนการเรียนรู้โดยที่ครูจะทำหน้าที่เป็นผู้อานวยความสะดวก ( Facilitator ) โปรแกรมมัลติมีเดียสามารถบรรจุลงในแผ่นผ่าน Browser ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้เรียน นักเรียนจะมีอิสระในการเรียนตามเวลาและอัตราความก้าวหน้าของตนเอง รูปแบบนี้จึงยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยสื่อมัลติมีเดียหรือสื่อประสมจะถูกใช้ประโยชน์ในลักษณะของการเรียนแบบเชิงรุก ( Active Learning ) ในการเรียนแบบร่วมมือ ( Cooperative Learning ) รูปแบบนี้จะสนับสนุนการเรียนรู้ระดับสูง เพิ่มระดับความเข้าใจและความจำมุ่งไปที่การพัฒนา Self Accessed และ Self-directed Learning ของผู้เรียน

          รูปแบบที่ 3  มัลติมีเดียแบบผสมผสาน ( Hybrid Mode ) รูปแบบนี้ครูจะมีความยืดหยุ่นในการมีส่วนร่วมทั้งวิธีการสอนโดยครู และให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง ครูมีบทบาทในส่วนที่จะเพิ่มหรือพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน สื่อมัลติมีเดียรูปแบบนี้สามารถส่งผ่านเนื้อหาผ่านระบบการสื่อสารดาวเทียมหรือเทคโนโลยีการศึกษาแบบทางไกล ( Distance ) ปฏิสัมพันธ์ทางการเรียนจะเป็นรูปแบบ Real-time กับครูผ่านทางระบบ Video Conferencing

          สื่อมัลติมีเดีย มีบทบาทและเอื้อประโยชน์ต่อการเรียนรู้และการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพในประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้กล่าวคือ

1. เนื้อหาบทเรียนในรูปแบบสื่อมัลติมีเดียหรือสื่อประสมจะช่วยในการสื่อสารความรู้จากผู้สอนหรือจากแหล่ง ส่งไปยังผู้เรียนได้อย่างกระจ่างชัดกว่าบทเรียนจากเนื้อหาธรรมดา

2. เอื้อต่อการเรียนรู้แบบยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ทั้งนี้เนื่องจากผู้เรียนสามารถเลือกหรือกำหนด

3. สามารถ ใช้กับการเรียนในทุกรูปแบบและทุกสภาวการณ์ เนื่องจากการใช้สื่อประสมสามารถใช้ได้หลากหลายวิธีการเพื่อจัดการเรียนการ สอนที่ดีที่สุดแก่ผู้เรียน

4. กระตุ้นให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์เชิงโต้ตอบกับบทเรียน ทำให้เป็นการเรียนรู้แบบกระฉับกระเฉง ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นในการแสวงหาข้อมูลความรู้หลากหลายรูปแบบ

5. เสริมการเรียนรู้แบบร่วมมือ เชิงทดลอง และแบบ story line

6. สร้างการทางานในลักษณะของโครงงานด้วยการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้เรียน

7. สนับสนุนการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ใหม่ด้วยตนเอง

8. เหมาะสาหรับการเรียนรายบุคคล ผู้เรียนสามารถควบคุมการเรียนของตนเองได้ไม่ว่าผู้เรียนจะเรียนได้เร็วหรือช้า ไม่ต้องคอยกัน

9. เหมาะอย่างยิ่งในการสร้างเนื้อหาบทเรียนในการศึกษาทางไกล เพื่อให้ผู้เรียนสามารถรับข้อมูลได้ทุกรูปแบบ

          สื่อมัลติมีเดียเพื่อการศึกษา จำเป็นต้องคำนึงถึงทฤษฎี หลักการการเรียนรู้ เพื่อให้การพัฒนาบทเรียนเป็นไปอย่างมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ ซึ่งนับเป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่วงการการศึกษาให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบันนี้ และเมื่อมองภาพการใช้งานร่วมกับเครือข่ายด้วยแล้ว บทบาทของสื่อมัลติมีเดียเพื่อการศึกษาจะยิ่งโดดเด่นไปอีกนานอย่างไร้ขอบเขตและรูปแบบต่าง ๆ ของสื่อมัลติมีเดียเพื่อการศึกษาก็ยังได้รับการพัฒนาขึ้นตามลำดับ ในปัจจุบันที่ได้รับการยอมรับ ได้แก่ สื่อดิจิทัลแบบปฏิสัมพันธ์ที่สร้างและใช้งานด้วยคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วย 3 รูปแบบ คือ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน(CAI) สื่อผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (WBI) และ E-Learning ซึ่งเป็นสื่อที่มีพัฒนาการสืบเนื่องกัน โดยมุ่งเน้นกระบวนการที่มีความสำคัญและสามารถ นำไปประยุกต์ปรับใช้ในสถาบันการศึกษาได้ ทั้งนี้เพราะสื่อมัลติมีเดียเพื่อการศึกษามีคุณสมบัติที่ช่วยเอื้อประโยชน์ต่อการเรียนการสอนหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอื้อต่อการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ กล่าวคือ ผู้เรียนสามารถควบคุมจังหวะการเรียนของตนเองได้โดยสื่อมัลติมีเดียเพื่อการศึกษาจะคอยกระตุ้นให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์เชิงโต้ตอบกับบทเรียน สนับสนุนให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นใน  การค้นคว้าหาข้อมูลสารสนเทศได้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งช่วยผลักดันให้ผู้เรียนมีการพัฒนาตนเอง ส่วนผู้สอนสามารถป้อนความรู้ให้แก่นักเรียน เป็นผู้ทำหน้าที่ช่วยชี้แนะ ซึ่งทำให้เกิดการสอนที่หลากหลายรูปแบบขึ้นได้ และนำประโยชน์ของสื่อมัลติมีเดียเพื่อการศึกษาเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน อาจกล่าวได้ว่ามัลติมีเดียจะกลายมาเป็นสื่อที่มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการเรียนการสอนในอนาคตต่อไป

เอกสารอ้างอิง:

 

กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ.  2544.  ความรู้เกี่ยวกับสื่อมัลติมีเดียเพื่อการศึกษา.  กรุงเทพฯ:

กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ.

รัตติพร  จุมนาทพล. 2556. สื่อมัลติมิเดียเพื่อการศึกษา.  (ออนไลท์) เข้าถึงได้จริง

http://fahfah11.blogspot.com/2013/01/blog-post_4077.html

สุรศักดิ์ ปาเฮ.  2558. สื่อมัลติมีเดียเพื่อการศึกษา Multimedia for Education ( ออนไลท์) เข้าถึงได้จริง

https://sites.google.com/site/nilobonnoeyps/x

ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ  มหาวิทยาลัยมหามงกุฎราขวิทยาลัย. 2558. สื่อมัลติมิเดียเพื่อการศึกษา

(ออนไลท์) เข้าถึงได้จริง http://oldict.mbu.ac.th/th/index.php?option=com_content&task 

=view&id=79&Itemid=41

 

 

(0 ) ความคิดเห็น