ครูกับการพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยี

ครูกับการพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยี

          เนื่องจากเป้าหมายของการศึกษา นอกจากสร้างและพัฒนาคนให้เป็นทรัพยากรที่มีศักยภาพสูงแล้ว ยังมุ่งสร้างและพัฒนาให้ชุมชนหรือท้องถิ่นเกิดความเข้มแข็งมั่นคง พึ่งตนเองได้ แต่จากสภาพวิกฤตการณ์ทางสังคมไทยในปัจจุบันก่อให้เกิดปัญหาในเรื่องความยากจน สิ่งแวดล้อม จิตวิญญาณของการหลงวัตถุนิยม ขาดแคลนคุณธรรม และปัญหาเรื่องคุณภาพของคนเป็นอันมาก นอกจากนั้นยังเกิดวิกฤตการณ์ของเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวแล้ว คือ เศรษฐกิจที่ถดถอย การเมืองที่ไม่มั่นคงและต่อเนื่อง การบริหารจัดการที่รวมศูนย์อำนาจและเครื่องมือที่สำคัญคือ การศึกษาที่ขาดคุณภาพและความเสมอภาค ส่งผลให้การพัฒนาคนไม่เป็นไปตามเป้าหมายและผลที่คาดหวัง ทำให้บุคคลไม่เรียนรู้และไม่เท่าทันโลก คนได้รับความรู้ที่ไม่สมบูรณ์ ไม่อยู่บนฐานของความเป็นจริงและเป็นความรู้แบบแยกส่วน ด้วยเหตุดังกล่าวทำให้ชุมชนและท้องถิ่นไม่ได้รับการพัฒนา ขาดความเข้มแข็ง มั่นคง พึ่งตนเองไม่ได้ และกลายเป็นภาระสังคมและประเทศชาติ 

          จากสภาพปัญหาดังกล่าว การปฏิรูปการศึกษาจึงเป็นทิศทางที่สำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการให้สำเร็จโดย เร็ว และพบว่าหัวใจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา คือ การพัฒนาครู โดยเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าครูคือปัจจัยชี้ขาดในการปฏิรูปการศึกษา และการพัฒนาทั้งหมด  นั่นคือต้องเน้นการพัฒนาครูทุกด้านก่อนการปฏิรูปหรือการพัฒนาสิ่งอื่น ๆ โดยเชื่อว่า เมื่อได้ครูเก่ง ครูดี มีศักยภาพสูง จะทำให้เกิดคุณภาพทางการศึกษา และมีระบบการศึกษาที่เข้มแข็งได้มาตรฐาน สามารถสร้างและพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้มีคุณภาพ ศักยภาพสูง ซึ่งจะก่อให้เกิดความเข้มแข็ง มั่นคงและพึ่งตนเองได้ของชุมชนและท้องถิ่น ดังนั้น การพัฒนาครูอย่างเป็นระบบต่อเนื่องทั้งกระบวนการผลิตครู กระบวนการใช้ครู รวมถึงการบำรุงรักษาพัฒนาครูประจำการให้มีศักยภาพสูงจึงเป็นภารกิจสำคัญของ ประเทศชาติที่จะต้องกระทำอย่างจริงจัง

            พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542  ได้ให้ความสำคัญของการพัฒนาครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา โดยได้ระบุไว้ใน  หมวด 1 บททั่วไป ความมุ่งหมายและหลักการ มาตรา 9 (4) ว่า “มีหลักการส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพครู  คณาจารย์  และบุคลากรทางการศึกษา  และการพัฒนาครู  คณาจารย์  และบุคลากรทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง”  ซึ่งสอดคล้องกับ ข้อเสนอยุทธศาสตร์การปฏิรูปการศึกษาของคณะกรรมการอำนวยการปฏิรูปการศึกษา พ.ศ. 2547 ที่ได้เสนอปัญหาการพัฒนาครูประจำการว่า  ขาดระบบการพัฒนาครูประจำการที่ดี  ครูประจำการยังไม่มีโอกาสได้รับการพัฒนาอย่างเพียงพอ  จึงไม่ทราบแนวโน้มใหม่ทางวิชาการ  การวิจัยเชิงนวัตกรรม  และแนวปฏิบัติทางด้านการเรียนการสอน  ประกอบกับมีหลายหน่วยงานดำเนินการ  ทำให้การพัฒนาไม่เป็นเอกภาพด้านนโยบาย  แผน  และมาตรฐานที่ชัดเจน  การพัฒนาเกิดความซ้ำซ้อนไม่เป็นระบบ  ไม่ต่อเนื่อง  และขาดประสิทธิภาพ  รวมทั้งไม่ตรงกับความต้องการ  ไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนการสอนของครูตามแนวปฏิรูปได้  อีกทั้ง  การพัฒนาครูประจำการในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับหลักสูตร  การจัดการเรียนการสอน  การประเมินผล  ที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน  แยกกันในการอบรมทีละส่วน  ไม่เป็นองค์รวม  โดยวิทยากรต่างหน่วยงาน  อีกทั้งรูปแบบการอบรมเน้นการบรรยายทางทฤษฎีมากกว่าการฝึกปฏิบัติ  วิทยากรขาดประสบการณ์ตรงในการนำหลักสูตรไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ  ทำให้การฝึกอบรมครูไม่ได้ผลเท่าที่ควร นอกจากนี้  หลังจากการอบรมไปแล้วไม่มีการติดตามผล  และการนิเทศเพื่อให้คำปรึกษา  แนะนำ  เมื่อครูมี

ปัญหาการพัฒนาครู ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้
            1. ขาดปัจจัยและระบบส่งเสริมสนับสนุนจูงใจ
            2. รูปแบบและวิธีการพัฒนาครูหลายแหล่งยังใช้วิธีเดิม
            3. ขาดระบบการพัฒนาครูประจำการที่ดี
            4. ครูประจำการยังไม่มีโอกาสได้รับการพัฒนาอย่างเพียงพอ
            5. การพัฒนาไม่เป็นเอกภาพด้านนโยบาย  แผน  และมาตรฐานที่ชัดเจน  
            6. การพัฒนาเกิดความซ้ำซ้อนไม่เป็นระบบ  ไม่ต่อเนื่อง  และขาดประสิทธิภาพ  
            7. การพัฒนาครูประจำการไม่ตรงกับความต้องการ
            8. ไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนการสอนของครูตามแนวปฏิรูปได้  
            9. ขาดการติดตามผล  และการนิเทศเพื่อให้คำปรึกษา  แนะนำเมื่อครูมีปัญหาภายหลังการพัฒนา

          แนวทางการพัฒนาครู ตามยุทธศาสตร์การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา ของสถาบันพัฒนาครู  คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2548 ได้เสนอแนวทางการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา  ดังนี้
            1. หลักการ การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา
                     1.1  การพัฒนาต้องก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ตัวผู้เรียน
                     1.2  การพัฒนาต้องเกิดจากความต้องการของครูและบุคลากรทางการศึกษา
                     1.3  การพัฒนาต้องมุ่งเน้นลักษณะ Site Based Development  หรือ  School BaseDevelopment
                     1.4  การพัฒนาต้องมีหลากหลายรูปแบบให้เลือกตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล
                     1.5  การพัฒนาต้องสอดคล้องกับภารกิจและหน้าที่ที่ปฏิบัติของครูและบุคลากรทางการศึกษา
                     1.6  การพัฒนาต้องดำเนินการในรูปแบบเครือข่ายกระจายทั่วประเทศ
                     1.7  การพัฒนาต้องสอดคล้องกับนโยบายและข้อกำหนดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
                     1.8  การพัฒนาต้องกระทำอย่างทั่วถึงและครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทั้งในและนอกกระทรวงศึกษาธิการ  ภายใต้ข้อจำกัดของงบประมาณ
            2. รูปแบบและวิธีการพัฒนา
                     2.1  การพัฒนาครู  และบุคลากรทางการศึกษา  มุ่งเน้นให้มีสมรรถนะตามมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิชาชีพทั้งสมรรถนะหลัก  สมรรถนะการปฏิบัติงานในหน้าที่  และสมรรถนะเฉพาะกลุ่มสาระ ตามที่กรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กำหนด
                    2.2  รูปแบบของการพัฒนามุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายที่มีคุณภาพตามที่ สคบศ. กำหนด  ให้กระจายอยู่ทั่วประเทศ  เพื่อความสะดวกในการเข้ารับการพัฒนาของครู  และบุคลากรทางการศึกษา  ทั้งที่เป็นองค์กรเครือข่าย  บุคคลเครือข่าย  และเครือข่ายทางไกล
                    2.3 วิธีการพัฒนาต้องมีความหลากหลาย  สอดคล้องกับความต้องการพัฒนาของครูและบุคลากรทางการศึกษา  มุ่งเน้นวิธีการพัฒนาที่โรงเรียน/หน่วยงานเป็นฐาน เป็นสำคัญ  วิธีการพัฒนาที่สำคัญได้แก่  แบบเพื่อนช่วยเพื่อน  การวิจัยในชั้นเรียนอย่างง่าย  การเข้ารับการอบรมหรือการเข้าร่วมการสัมมนาทางวิชาการที่หน่วยงานต่างๆ   การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์กับผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ สาขา และ การเรียนรู้ผ่านเครือข่ายทางไกล
 นอกจากนี้  ยังได้เสนอยุทธศาสตร์การพัฒนาศักยภาพครูประจำการ  ดังนี้
            1. ทบทวนการจัดทำแผนพัฒนาครูให้เป็นแผนบูรณาการอย่างแท้จริง  เป็นแผน  ระยะสั้น  ระยะปานกลาง  และระยะยาว
            2. ส่งเสริมสนับสนุนรูปแบบการพัฒนาครูที่เป็นการบูรณาการการวิจัยปฏิบัติการและการฝึกอบรมเข้าด้วยกัน
            3. เร่งสนับสนุนให้มีการพัฒนาครูประจำการด้วยระบบเครือข่าย  โดยใช้เครือข่ายครูผู้นำ  องค์กรครู  ชมรมครู  และสมาคมครูในเขตพื้นที่การศึกษาดำเนินงานด้วยรูปแบบและวิธีการที่หลากหลาย
            4. เร่งพัฒนาครูประจำการ  โดยมีระบบสนับสนุนเพิ่มเติม  เช่น  ระบบคูปองการฝึกอบรม  ระบบ e-Learning  และ  Distance Learning  รวมถึงการพัฒนาครูในสาขาที่ขาดแคลน
            5. เร่งพัฒนาครูโดยใช้ PDCA คือ Plan  Do  Check  Act  กำกับ  เพื่อให้ครูปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงาน  มีการสื่อสารที่ชัดเจนระหว่างผู้บริหารและผู้ปฏิบัติระดับต่าง ๆ และมีระบบการประเมินอย่างต่อเนื่อง  รวมทั้งมาตรการที่เด็ดขาดที่ทำให้บุคคลที่อยู่ในข่ายต้องปรับปรุงต้องพัฒนา ตนเองให้ได้

การสร้างความเชื่อมโยงระหว่างครูและเทคโนโลยี   ประกอบด้วย
            1. การใช้เทคโนโลยีที่ดี  ครูต้องมีวิสัยทัศน์  ด้านความสามารถในการใช้และเลือกใช้ให้ตรงตามโอกาส  และสถานที่
            2. การฝึกอบรม  เวลาในการสนับสนุน (Just-in-time Support)  และเวลาในการฝึกประสบการณ์ ดังนั้นครูต้องมีแรงดลใจและความกล้าที่จะใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ
            3. การใช้เทคโนโลยีช่วยเปลี่ยนแปลงการสอนของครู   
            4. การใช้ในลักษณะที่ครูเป็นศูนย์กลาง (Teacher-centered) ครูต้องมีการฝึกฝนและปฏิบัติเพื่อให้มีความชำนาญในทักษะพื้นฐานหรือผนวกใน การควบคุมกิจกรรมด้วยตนเอง 
            5. การใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการสอนที่ผู้เรียนเป็นสำคัญ (Student-centered)  ต้องช่วยให้ผู้เรียนได้สืบค้น  เกิดกิจกรรมที่มีความร่วมมือกัน  โดยครูมีบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวกหรือผู้แนะนำ  โดยครูต้องมีความกระตือรือร้นในการใช้เทคโนโลยี  เพราะเทคโนโลยีสามารถนำมาใช้สนับสนุนการสอนได้หลายแบบ 
            6. การเพิ่มขึ้นของเทคโนโลยีสารสนเทศ  จะช่วยในการสร้างความสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างเพื่อร่วมงาน  ผู้บริหาร  ผู้ปกครองและผู้เชี่ยวชาญในชุมชน 
            7. การช่วยให้ครูใช้เทคโนโลยีอย่างได้ผลจะต้องให้ความสำคัญกับการสร้างความ มั่นใจที่จะยอมรับและนำไปใช้ให้เกิดผลจริง ในอนาคต 
            8. ขาดการลงทุนที่เพียงพอในการฝึกอบรมครูให้สามารถใช้เทคโนโลยีให้ประสบความ สำเร็จในการสอน  เพราะส่วนใหญ่จะใช้งบประมาณจำนวนมากในการเพิ่มฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์

อุปสรรคของการพัฒนาการใช้เทคโนโลยีของครู ประกอบด้วย

            1. เวลาของครู   ครูต้องการเวลาสำหรับเพื่อการทดลองกับเทคโนโลยีใหม่  แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับครูอื่น ๆ การวางแผนและปรับปรุงแผนการสอนเพื่อใช้วิธีการใหม่ที่รวมการใช้เทคโนโลยีและการเข้ารับการฝึกอบรมและฝึกปฏิบัติ

            2. การเข้าถึงและค่าใช้จ่าย ครูมีข้อจำกัดทางด้านวัสดุ อุปกรณ์ และการเข้าถึง เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่สูงมากในการจัดซื้ออุปกรณ์  การเชื่อมต่อเครือข่าย และการฝึกอบรมเพื่อใช้เทคโนโลยี    แหล่งเทคโนโลยีอยู่ไกลจากห้องเรียน อุปกรณ์ล้าสมัยและไม่สามารถรองรับการใช้งานโปรแกรมใหม่ ๆ และบริการใหม่หรือเพิ่มเติมมีการบริการผ่านระบบโทรศัพท์และเครื่องข่ายอินเทอร์เน็ต

            3. วิสัยทัศน์หรือเหตุผลในการใช้เทคโนโลยี โดยโรงเรียนจะต้องมีการวางแผนทางเทคโนโลยี  และสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนในการใช้เทคโนโลยีในหลักสูตรของโรงเรียน  เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วจึงเป็นสิ่งที่ยากในการติดตามข้อมูล  เพื่อให้สามารถใช้เทคโนโลยีได้ดี และครูขาดรูปแบบที่แสดงให้เห็นถึงระดับความสามารถทางด้านเทคโนโลยีของตนเอง

            4. การฝึกอบรมและสนับสนุน เป็นการลงทุนทางด้านการฝึกอบรมเพื่อการใช้เทคโนโลยีมีน้อยมากเมื่อเทียบกับการลงทุนทางด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์  การฝึกอบรมทางเทคโนโลยีมุ่งที่การใช้งานขาดการบูรณาการเทคโนโลยีในการจัดการเรียนการสอนในหลักสูตร และ หน่วยงานสนับสนุนและช่วยเหลือครูทางด้านเทคนิคที่ประจำในโรงเรียนมีน้อยมาก

            5. การประเมินการปฏิบัติงาน  เป็นการประเมินผลของผู้เรียนไม่สะท้อนถึงการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยี และครูต้องการเห็นผลการเปลี่ยนแปลงโดยทันที

แนวทางการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มศักยภาพของครู  มีดังนี้

          1. เปลี่ยนการสอนและการเรียน ให้เป็นแหล่งในการสร้างความคิดรวบยอด  วางระบบ  สำรวจปัญหาและทักษะพื้นฐาน   เป็นแหล่งที่ช่วยให้เกิดการทำงานเป็นกลุ่มและการสร้างความร่วมมือในการสืบค้น  นำไปสู่การเรียนรู้ในรูปแบบที่หลากหลายของนักเรียนและความต้องการพิเศษต่าง ๆ และเป็นหน้าที่ของครู  สร้างความคาดหมายต่อผู้เรียน  อำนวยความสะดวกในการทำงานของผู้เรียนรายบุคคล  เสนอองค์ประกอบของสื่อ ปรับการสอนตามความต้องการเป็นรายบุคคล  เปลี่ยนบทบาทใหม่ และลดการบรรยายเพิ่มกิจกรรมที่ผู้เรียนเป็นสำคัญในชั้นเรียน

          2. ช่วยงานประจำวันของครู เป็นการเตรียมแผนการสอน  การปฏิบัติงานระเบียนนักเรียน และเป็นการติดต่อสื่อสารกับผู้ปกครอง  ผู้บริหารและนักเรียน

          3.  การพัฒนาสมรรถนะครู  โดยมีการใช้ในการฝึกอบรมและสนับสนุน  เช่น การใช้ระบบดาวเทียม วีดิทัศน์ เคเบิล คอมพิวเตอร์ ครูต้นแบบ  เป็นต้น  เป็นพัฒนาหลักสูตรทั่วไปและระดับสูง  เช่น การใช้ระบบการศึกษาทางไกลผ่านเทคโนโลยี และพัฒนาระบบการศึกษาอื่น ๆ ที่เหมาะสม  เช่น  การติดต่อกับครูหรือผู้เชี่ยวชาญโดยการออนไลน์

            การนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ในการฝึกอบรม อาจเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ช่วยให้เกิดการก้าวกระโดดในการพัฒนาครูได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศสามารถเอาชนะข้อจำกัดในด้านเวลา สถานที่ และข้อจำกัดของวิทยากรที่ให้การฝึกอบรมได้เป็นอย่างดี ประกอบกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการฝึกอบรมจะช่วยให้เกิดความยืดหยุ่น ความหลากหลาย และความเป็นปกติเป็นธรรมชาติในการพัฒนาตนเองสำหรับครู ช่วยให้ครูเกิดทักษะการแสวงหาความรู้และการพัฒนาตนเอง ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป

 

เอกสารอ้างอิง

 

ภพพล พิมพาคูณ. 2557.  ครูกับการใช้เทคโนโลยี(ออนไลท์) เข้าถึงได้จาก:

https://poppolll.files.wordpress.com/2014/01

บทบาทของครู. (ออนไลท์) เข้าถึงได้จาก:

 http://www.perdsorbtoday.com/standards_detail.php?nid=11

สุจินต์ ภิญญานิล. 2552.  การพัฒนาครู. (ออนไลท์) เข้าถึงได้จาก:

            http://www.sahavicha.com/?name=article&file=readarticle&id=94

 

(0 ) ความคิดเห็น