การเรียนรู้แบบไร้ขีดจำกัด ความหวังในการพัฒนาชาติ

การเรียนรู้แบบไร้ขีดจำกัด ความหวังในการพัฒนาชาติ

คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยที่หันมาสนใจและนิยมทำธุรกิจขายและซื้อสินค้าที่ผลิตขึ้นจากความตั้งใจ ทุ่มเท พยายามใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างมาก แต่ส่วนมากมักเป็นแนวคิดที่ขาดกลยุทธ์ที่ดีพอ ผลิตสินค้าที่ไม่ค่อยจำเป็นหรือมีมากเกินไป สร้างผลลัพท์ทางเศรษฐศาสตร์ไม่สูงนัก และยังไม่สามารถส่งผลกระทบในเชิงบวก เชิงสร้างสรรค์แก่สังคมและผู้คนจำนวนมากได้ เช่น การผลิตหรือขายเสื้อผ้า (ที่มากและล้นตลาด) ขายเครื่องสำอาง (แบบจ้างผลิต ไม่ใช่ research laboratory) ทำอาหาร งานฝีมือ เครื่องประดับ อาหารเสริม ฯลฯ

การเข้าเรียนหรือทำงานด้านศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่มากเกินไป เช่น นิเทศศาสตร์ การแสดง ดนตรี บันเทิง ฯลฯ อย่างแพร่หลายและมีผู้จบการศึกษาจำนวนมาก สร้างทั้งโอกาสและอุปสรรคในการเข้าสู่งานอาชีพที่ไม่ใช่ยุทธศาสตร์สำคัญของการพัฒนาในเชิงรุก ในทางตรงข้ามการเลือกเรียนสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีน้อยกว่า และยังเน้นไม่พอในด้านการส่งเสริมค่านิยมการที่จะเรียนและทำงานทางด้านวิทยาศาสตร์ ทั้งการวิจัยและการประยุกต์  จนสามารถประดิษฐ์ คิดค้น แก้ปัญหา โดยการสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อนำไปสู่การพัฒนาและเพิ่มประสิทธิผลในด้านต่างๆ ของวิถีชีวิต โดยเฉพาะด้านที่วิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่มีความต้องการและจำเป็น  แม้ว่าคนรุ่นใหม่เหล่านี้จะพอมีการสร้างนวัตกรรมของตัวเองบ้าง เช่น การออกแบบ ประดิษฐ์ คิดค้น เสื้อผ้า เครื่องประดับ ทำอาหารและขนมฟิวชั่นทำฟู้ดทรัคและร้านกาแฟ ร้านอาหาร ขายของออนไลน์ ฯลฯ

แต่ความสามารถ ความทุ่มเท และใช้ทรัพยากร เพื่อสิ่งเหล่านั้น ไม่น่ามากและคมคายเพียงพอที่จะสร้างผลผลิตและพลังผลักดันให้สังคมของเรา (dynamic economical and social changes) ถูกขับเคลื่อนและเปลี่ยนแปลง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน (competency) ในศตวรรษใหม่ (21st century) และมีมาตรฐานสูงพอที่จะอยู่ในลีคใหญ่ของประชากรโลก (global citizenship) รวมทั้งสร้างฐานภาษีใหญ่ให้แก่รัฐ ซึ่งจะส่งผลถึงการเพิ่มระดับการพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน

เทคโนโลยีสารสนเทศ ทั้งการพัฒนาซอฟต์แวร์ แอพพลิเคชั่น ระบบงานไอที การศึกษาแบบดิจิตอล (digital education and learning) รวมทั้งการเรียนรู้แบบไร้ขีดจำกัด คือความหวังและยุทธศาสตร์ใหม่ที่เป็นจะพื้นฐานในการพัฒนาคนของชาติ สร้างคนพันธุ์ใหม่ (human resource development) ที่จะมีคนมากพอในกระบวนการดังกล่าว และสามารถพัฒนาการทำงาน นำไปสู่การสร้างนวัตกรรม ประสิทธิผลในทุกเรื่องที่ได้รับการพัฒนา จนสามารถสร้างให้เกิดภาวะกบกระโดด (leap frog) ในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงานและอาชีพ สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลง นำไปสู่จุดที่สามารถแข่งขันได้ในเวทีภูมิภาคและสากล ก่อนจะขับเคลื่อนเข้าสู่การเป็นไทยแลนด์ 4.0 กล่าวโดยสรุปคือ การศึกษาไร้พรมแดน (มีดิจิตอลเป็นแกน) คือ รากฐานของการปฏิรูปการศึกษา ส่งผลในด้านการพัฒนาคน พัฒนางาน เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสู่อุตสาหกรรม 4.0 และแข่งขันได้จริง

 

ผู้เขียนเชื่อว่า การศึกษาแบบดิจิทัลและการพัฒนาคนโดยใช้สารสนเทศและเทคโนโลยีทางการศึกษา ผสานกับแนวคิดการพัฒนาตนเองตลอดชีวิต จะเป็นกำลังสำคัญและผู้เล่นหลักในการสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมใหม่ นับแต่บัดนี้

(0 ) ความคิดเห็น