“คิดเป็น” ทักษะที่จำเป็นในโลกปัจจุบัน

“คิดเป็น” ทักษะที่จำเป็นในโลกปัจจุบัน

“คิดเป็น” ทักษะที่จำเป็นในโลกปัจจุบัน

โลกในปัจจุบันเป็นโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของข้อมูลข่าวสาร การเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา สภาพแวดล้อม ซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในด้านต่างๆ เหล่านี้ทำให้คนอย่างเราๆ ต้องปรับตัวตามให้ทันอยู่เสมอเพื่อจะสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างไม่เป็นปัญหา และคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดที่คนในโลกปัจจุบันนี้จำเป็นต้องมี เพื่อให้มีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขก็คือ “การคิดเป็น”

“การคิดเป็น” เป็นการใช้ทักษะการคิดในทุกรูปแบบและเป็นการคิดในเชิงบวก โดยหลักแล้วการกระทำต่างๆ จะดีหรือไม่ดีอยู่ที่ความคิดของเรา ถ้าคิดดีก็ทำดี ถ้าคิดไม่ดีก็ทำไม่ดี ซึ่งเมื่อการคิดเป็น เป็นการคิดในทางที่ดีมีประโยชน์ จึงทำให้เกิดเป็นการกระทำออกมาในทางที่ดีเช่นกัน ดังนั้น การคิดเป็นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้คนอยู่ในสังคมอย่างราบรื่น เพราะไม่ว่าจะต้องอยู่ในสภาวการณ์ใดก็แล้วแต่ การคิดเป็นจะช่วยให้คนสามารถดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องและสามารถปรับตัวเป็นและแก้ปัญหาเป็น ดังนั้น เมื่อเราคิดเป็นเราจึงสามารถทำทุกอย่างได้โดยไม่รู้สึกว่ามีสิ่งใดเป็นอุปสรรคสำหรับการดำเนินชีวิตแต่อย่างใดเลย

“การคิดเป็น” ประกอบด้วยทักษะการคิดด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้

1. ทักษะการคิดสื่อความหมาย (Communication Thinking) หมายถึง ทักษะในการถ่ายทอดความคิดของตนให้ผู้อื่นได้เข้าใจ และรับรู้ได้อย่างถูกต้อง โดยผ่านทางการสื่อสารในรูปแบบของการพูด (Speaking) การฟัง (Listening) การอ่าน (Reading) การเขียน (Writing) และการอธิบาย (Explaining) เมื่อคนเราสามารถสื่อสารความคิดให้แก่กันและกันได้อย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นก็จะสามารถเรียนรู้และเข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นได้ และสามารถคิดหาแนวทางปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แก้ไขให้ทุกอย่างดำเนินไปได้ด้วยดี

2. ทักษะการคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) หมายถึง ทักษะในการจัดระบบความคิดเรื่องต่างๆ โดยสามารถมองเห็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบเชื่อมโยงกัน

3. ทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ (Analytical Thinking) หมายถึง ทักษะในการจำแนกแยกแยะองค์ประกอบต่างๆ ว่ามีองค์ประกอบอะไรบ้าง และรู้ว่าแต่ละองค์ประกอบมีความแตกต่างและเหมือนกันอย่างไรบ้าง เพื่อเป็นประโยชน์ในการแก้ปัญหาและพัฒนาความสามารถของตนเอง

4. ทักษะการคิดเชิงสร้างสรรค์ (Creative Thinking) หมายถึง ทักษะการคิดริเริ่มที่ไม่ซ้ำกับคนอื่น การมีความคิดจินตนาการ รวมทั้งการคิดได้หลากหลาย รวดเร็ว ละเอียดลออ

5. ทักษะการคิดเชิงจริยธรรม (Ethical Thinking) หมายถึง ทักษะการคิดที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ผู้อื่นและสังคม ซึ่งแสดงออกโดยการที่ตนเองประพฤติดีทั้งกาย วาจา ใจและการประพฤติดีต่อผู้อื่นและสังคมในการช่วยเหลือ แบ่งปัน เสียสละและไม่เห็นแก่ตัว

การฝึกให้มีความสามารถในการ “การคิดเป็น” เพื่อเกิดประโยชน์สูงสุดนั้นควรเริ่มฝึกตั้งแต่เป็นเด็ก โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถฝึกให้ลูกเป็นคนคิดเป็นโดยใช้วิธีการง่ายๆ ได้ดังนี้

1. ส่งเสริมให้ลูกคิดและทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง
คุณพ่อคุณแม่ควรฝึกให้ลูกได้ใช้ความคิดในการทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวของเขาเอง โดยเริ่มจากสิ่งที่ลูกต้องทำอยู่เป็นประจำทุกวัน เช่น เวลาทำการบ้าน คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกทำการบ้านเอง เพื่อที่จะให้เขาได้ฝึกใช้ความคิดและนำความรู้ ความเข้าใจ จากสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ มาปรับใช้กับโจทย์ปัญหาต่างๆ เมื่อลูกได้พยายามทำแล้วหากมีข้อไหนหรือส่วนไหนที่ลูกทำไม่ได้ หรือไม่เข้าใจ คุณพ่อคุณแม่ค่อยพยายามช่วยแก้ปัญหาให้เขาทีละนิดๆ อย่าเฉลยหรือบอกจนหมด เพราะลูกจะเคยชินว่าเดี๋ยวคิดไม่ออกพ่อแม่ก็บอกเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะทำให้การฝึกคิดของลูกไม่ได้ผลเท่าที่ควร ดังนั้น สิ่งที่ต้องตระหนักคือเปิดโอกาสให้ลูกใช้ความคิดด้วยตัวเองโดยมีคุณพ่อคุณแม่เป็นตัวสนับสนุน อย่าลงมือทำให้ลูกไปหมดทุกอย่างเพราะจะทำให้เด็กไม่รู้จักใช้ความคิดของตนเอง และจะเป็นการปิดกั้นการพัฒนาทักษะการคิดและการแก้ปัญหาให้แก่ลูกได้

2. ส่งเสริมให้ลูกคิดและทำงานอย่างเป็นระบบ
การให้ลูกได้ทำในสิ่งที่เป็นการช่วยเหลือตัวเอง สามารถฝึกการคิดและการทำงานอย่างเป็นระบบได้ เช่น การให้ลูกได้เตรียมตัวไปโรงเรียนด้วยตัวเอง เริ่มตั้งแต่เมื่อตื่นนอน ลูกต้องไปอาบน้ำ แปรงฟัน เช็ดตัว ทาแป้ง แต่งตัว ใส่ถุงเท้า รองเท้า สะพายกระเป๋า หรือการให้ลูกช่วยทำงานบ้านง่ายๆ เช่น ล้างจาน ลูกต้องเรียนรู้ที่จะนำเศษอาหารทิ้งก่อนแล้วค่อยล้างด้วยน้ำยาล้างจาน แล้วจึงล้างด้วยน้ำสะอาด เสร็จแล้วเอาไปคว่ำหรือเช็ดให้แห้ง แล้วนำไปเก็บในที่เก็บจานให้เรียบร้อย ในตอนแรกลูกอาจยังทำไม่ถูกต้องตามขั้นตอน แต่เมื่อเขาได้ลองทำไปเรื่อยๆ เขาจะสามารถเรียนรู้ทักษะการคิดอย่างเป็นระบบด้วยตัวของเขาเองได้ว่าควรทำอะไรก่อนอะไรหลังจึงจะดีและถูกต้องที่สุด การฝึกในลักษณะนี้ลูกจะได้พัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหา อีกทั้งฝึกในการรับผิดชอบที่จะลงมือทำสิ่งต่างๆด้วยตนเองให้สำเร็จด้วย

3. ส่งเสริมให้ลูกคิดสร้างสรรค์
คุณพ่อคุณแม่ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้ทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์ต่างๆ เช่น กิจกรรมศิลปะ ทั้งวาดรูป ระบายสี ปั้นดินเหนียว ตัดแปะกระดาษสีเป็นรูปและเรื่องราวต่างๆ หรือประดิษฐ์สิ่งของเครื่องใช้ หรือการทำกิจกรรมดนตรี เช่น แต่งเพลง เล่นดนตรี คิดท่าเต้นระบำ ในการทำกิจกรรมต่างๆ
เหล่านี้ คุณพ่อคุณแม่ต้องให้ลูกได้คิดริเริ่มทำสิ่งแปลกใหม่ด้วยตัวเขาเอง เช่น ฝึกให้เขาแต่งนิทานเอง ฝึกให้เขาคิดท่าเต้นตามจังหวะเพลงเอง ฝึกให้เขาประดิษฐ์สิ่งของใหม่ๆ เอง ก็จะช่วยให้ลูกได้พัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ ซึ่งหากโตขึ้นเมื่อเขาเกิดมีอุปสรรคสิ่งใด เช่น เรียนจบแล้วหางานทำตรงกับที่เรียนมาไม่ได้ เขาก็สามารถจะนำทักษะการคิดสร้างสรรค์นี้ไปคิดทำงานอื่นๆ แทนได้ เช่น ประดิษฐ์ของแต่งบ้านเก๋แปลกตาหรือคิดสูตรทำขนมหวานแบบใหม่ที่อร่อยไม่ซ้ำใครไว้ขายได้

4. ส่งเสริมให้เด็กได้คิดแก้ปัญหา
ปัญหาเป็นสิ่งที่เกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย ไม่เว้นแม้แต่กับเด็กๆ เอง ดังนั้น หากจะฝึกให้ลูกรู้จักคิดแก้ปัญหา ก็ต้องให้ลูกได้พบเจอกับปัญหาหรืออุปสรรคบ้าง เช่น ช่วงปิดเทอมคุณพ่อคุณแม่อาจส่งลูกไปเข้าค่ายฤดูร้อน หรือไปร่วมทำกิจกรรมต่างๆ กับเพื่อนๆ ในวัยเดียวกัน ซึ่งในการเข้าค่ายหรือการร่วมทำกิจกรรมนี้ นอกจากลูกจะได้เรียนรู้การใช้ชีวิตร่วมกันกับผู้อื่นที่ไม่ใช่คนในครอบครัวแล้ว ยังเป็นการฝึกทักษะการคิดในเรื่องของการแก้ปัญหา การปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ อีกทั้งเป็นการฝึกทักษะในการสื่อความหมายในการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นโดยตรงอีกด้วย

การสอนให้ลูกเป็นคนคิดเป็นถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก เรามักจะเห็นตัวอย่างกันอยู่บ่อยๆ ว่า มีเด็กที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้กระโดดตึกตาย หรือเด็กวัยรุ่นฆ่าตัวตายเพราะไม่สมหวังในความรัก หรือคนที่มีการศึกษาและ มีหน้าที่การงานสูงต้องอยู่อย่างหมดหวังเพราะพ่ายแพ้ต่อปัญหาหนี้สินที่รุมเร้า ที่เป็นเช่นนี้เพราะบุคคลเหล่านี้ขาดทักษะการคิดที่ถูกต้องในการดำเนินชีวิต ทั้งขาดการสื่อสารที่ถูกต้องเพื่อให้เกิดความเข้าใจในเรื่องต่างๆ ขาดการจัดระบบความคิดทำให้ไม่สามารถมองเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ขาดการคิดจำแนกแยกแยะ ขาดการคิดริเริ่มและขาดการคิดดีต่อตนเอง ผู้อื่นและสังคม ซึ่งหากคนเรามีทักษะในการคิดที่ครบถ้วนเช่นนี้แล้ว เชื่อว่าไม่ว่าจะปัญหาน้อยใหญ่ก็จะสามารถใช้ความคิดในทางที่ถูกต้อง เพื่อแก้ปัญหานั้นให้ผ่านพ้นไปได้นั่นเอง ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่อย่ารอช้า ลองดูสิว่าวันนี้เราฝึกให้ลูกได้ “การคิดเป็น” แล้วรึยัง

ที่มา : Life & Family /ดร.แพง ชินพงศ์

(0 ) ความคิดเห็น