เลี้ยงลูกอย่างไร ในสังคม 4G

เลี้ยงลูกอย่างไร ในสังคม 4G

เลี้ยงลูกอย่างไร...ในสังคม 4G

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าความเจริญก้าวหน้าในด้านต่างๆ ที่เกิดขึ้นพร้อมไปกับการหมุนของโลกใบนี้ ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสังคมเราอย่างมาก ปัจจัยสี่อันได้แก่ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่มและยารักษาโรค กลายเป็นหลักคิดเดิมที่นักทฤษฎีทั้งหลายอาจต้องนำกลับมาทบทวนกันใหม่
ปัจจัยหลายอย่างถูกนำมาเป็น “สิ่งจำเป็น” ในการใช้ชีวิตในปัจจุบันเพิ่มมากขึ้น รวมถึงเทคโนโลยีต่างๆ ทางด้านไอที ไม่ว่าจะเป็น Smart Phone, Tablet หรือแม้กระทั่ง Social Applications ต่างๆ ที่เรียกกันว่าแทบจะเป็นที่รู้จักและขาดไม่ได้เลยในการใช้ชีวิตในสังคมเมืองโดยสมบูรณ์


สังคม 4G นี้ สร้างความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตและการเข้าถึงข้อมูลให้กับเราทุกคนเป็นอย่างมาก นักเรียนสามารถสืบค้นข้อมูลเพื่อการเรียนรู้ได้อย่างไม่มีขีดจำกัด นักลงทุนสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์ได้แบบวินาทีต่อวินาที ระบบสาธารณสุขสามารถเชื่อมต่อข้อมูลสุขภาพของคุณได้แม้ว่าคุณจะเข้ารับบริการที่สถานบริการสุขภาพใดก็ตาม เราทุกคนสามารถสืบหาข้อมูลและคำตอบที่ต้องการได้จาก Searching Website แทบจะในทันที หรือความสะดวกสบายสำหรับนักเดินทางในการค้นหาสถานที่ เส้นทางการเดินทางหรือแม้กระทั่งการเรียกใช้บริการรถ taxi ในเมืองหลวง


ในขณะเดียวกัน การใช้บริการสัญญาณอินเตอร์เน็ตที่มีประโยชน์มากมายนั้น ก็เปรียบเสมือนดาบสองคม ที่สามารถสร้างปัญหาทางสังคมในรูปแบบต่างๆ ตามมาได้มากมายไม่แพ้กัน จากการศึกษาวิจัยของหลายๆ ประเทศสะท้อนข้อมูลที่น่าตกใจว่า เด็กไทยยังคงครองแชมป์ในการใช้บริการสัญญาณอินเตอร์เน็ตเพื่อความบันเทิงเป็นหลัก ซึ่ง นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ นายแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ หัวหน้ากลุ่มที่ปรึกษา กรมสุขภาพจิต ได้กล่าวถึงบาป 12 ประการ จากการใช้อินเตอร์เน็ตแบบไม่เหมาะสมไว้ได้อย่างน่าสนใจ และในฉบับนี้ เราจะขอนำหลักคิดที่อาจารย์ได้กล่าวไว้มาถ่ายทอดต่อ เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับพ่อแม่หรือผู้ดูแลในการเลี้ยงดูลูกน้อยให้ใช้อินเตอร์เน็ตอย่างเหมาะสมมากขึ้นค่ะ


ผลกระทบด้านลบและปัญหาทางด้านสังคมที่อาจเกิดขึ้นได้ หากพ่อแม่ผู้ปกครองไม่ได้ควบคุมดูแลให้เด็กใช้สัญญาณอินเตอร์เน็ตอย่างเหมาะสม มีหลายประการแบ่งตามช่วงวัยของลูกน้อย ได้แก่ ช่วงปฐมวัย (อายุ 0-5 ปี) ช่วงวัยเรียน (อายุ 6-12 ปี) และช่วงวัยรุ่น (13-18 ปี) ดังนี้


ช่วงปฐมวัย (0-5 ปี)

แน่นอนครับว่าความก้าวหน้าทางด้านไอที ส่งผลให้หลายๆ ครอบครัวเลือกที่จะใช้ smart phone หรือ tablet เพื่อความบันเทิงของลูกน้อย (หรือบางครั้งแทบจะเรียกได้ว่าใช้ดูแลเด็กๆ แทน) ในช่วงที่พ่อแม่ผู้ปกครองจำเป็นต้องทำภารกิจอื่นที่สำคัญกว่า เหมือนภาพที่เรามักจะเห็นครอบครัวที่ดูแลลูกเล็กๆ ตามห้างสรรพสินค้าหรือร้านอาหารอยู่บ่อยครั้ง ผลกระทบของไอทีต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งถือว่าเป็นการสื่อสารทางเดียวและมีการเปลี่ยนแปลงสิ่งเร้าอย่างรวดเร็วภายในเสี้ยววินาที ส่งผลร้ายต่อพัฒนาการของลูกน้อยอย่างมาก และมักส่งผลให้เกิดปัญหาที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการตามมา ไม่ว่าจะเป็น


1. เสียสมาธิ

มองว่าพ่อแม่ผู้ปกครองหลายๆ ท่านยังคงเข้าใจคลาดเคลื่อนในประเด็นนี้อยู่มาก การที่ลูกน้อยสามารถนั่งเล่นหรืออยู่กับการ์ตูนที่ชอบได้เป็นชั่วโมงๆ ไม่ได้เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าเป็นเด็กที่มีสมาธิดีเสมอไป สิ่งเร้าที่ถูกส่งผ่านอุปกรณ์ไอทีเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเกม การ์ตูน แอพพลิเคชั่น หรือแม้แต่โปรแกรมกระตุ้นพัฒนาการในรูปแบบต่างๆ ล้วนเป็นข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่แทบจะตลอดเวลา ลักษณะของการรับรู้ข้อมูลแบบนี้ในเด็กเล็ก จะขัดขวางพัฒนาการและทักษะในการคงความสนใจหรือสมาธิต่อสิ่งต่างๆ อย่างมาก ทำให้เด็กมีปัญหาเกี่ยวกับการคงสมาธิเพื่อการเรียนรู้ต่างๆ ตามมา หนักที่สุดอาจถึงขั้นเป็นโรคสมาธิสั้นหรือ ADHD (Attention Deficit and Hyperactivity Disorder) ได้


2. เสียสังคม

เด็กปฐมวัยเป็นช่วงวัยที่มีการเรียนรู้สูงมาก โดยเฉพาะการเรียนรู้เกี่ยวกับทักษะทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ภาษาผ่านการพูดและการฟัง ทักษะการรับรู้อารมณ์ความรู้สึกผ่านสีหน้า แววตา น้ำเสียงหรือท่าทาง รวมไปถึงทักษะการวางตัวหรือการตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่างๆ ตามบริบททางสังคม เช่น เมื่อถูกแม่ดุ เด็กจะรับรู้อารมณ์โกรธของแม่ผ่านอวัจนภาษาต่างๆ ที่แม่แสดงออกมา เรียนรู้ภาษาผ่านการตั้งใจฟังสิ่งที่แม่พูดอย่างช้าๆ และชัดถ้อยชัดคำ และเรียนรู้ทักษะการตอบสนองทางสังคม ว่าควรจะทำอย่างไรในสถานการณ์นั้นๆ การเรียนรู้ทักษะทางสังคมตามกระบวนการต่างๆ เหล่านี้จะถูกขัดขวางโดยอุปกรณ์ไอที ที่นำเสนอให้เด็กได้รับรู้ข้อมูลผ่านการสื่อสารเพียงทางเดียว


3. เสียพัฒนาการ

หลักการเรียนรู้อย่างหนึ่งของเด็กปฐมวัย คือ ความสนใจและความสนุกสนาน การปล่อยให้ลูกน้อยอยู่กับอุปกรณ์ไอทีที่พวกเขาชอบหรือพอใจ อาจทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองสบายใจและประหยัดเวลาในการต่อกรกับพวกเขา โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สำคัญหรือเร่งรีบ แต่การปล่อยให้เหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ จะทำให้ลูกน้อยไม่สนใจที่จะเรียนรู้สิ่งเร้าอื่น ที่ไม่สนุกสนานหรือน่าสนใจเท่ากับอุปกรณ์ไอทีที่พวกเขาโปรดปราน ซึ่งส่งผลกระทบต่อพัฒนาการด้านอื่นๆ ของพวกเขาอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นด้านการเคลื่อนไหวและการควบคุมกล้ามเนื้อมัดใหญ่และเล็ก ด้านการเข้าใจและการใช้ภาษา นอกเหนือไปจากทักษะทางด้านการดูแลตนเองและด้านสังคมที่กล่าวไปแล้วในหัวข้อก่อนนี้ 


ช่วงวัยเรียน (6-12 ปี)


เด็กวัยเรียนกับอุปกรณ์ไอทีเป็นสิ่งที่แยกจากกันได้ยากในปัจจุบัน เกือบทุกโรงเรียนมีการผูกติดความเจริญก้าวหน้าทางด้านไอทีเข้ากับหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ของเด็กอย่างแนบแน่น คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสังคม 4G สามารถสนับสนุนและส่งเสริมการเรียนรู้และการเข้าถึงข้อมูลของนักเรียนได้มากมายมหาศาล แต่การไม่ควบคุมให้มีการใช้อุปกรณ์เหล่านี้อย่างเหมาะสม ย่อมส่งผลให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมาอีกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง


4. เสียการเรียน

การแบ่งสัดส่วนในการทำกิจกรรมต่างๆ อย่างเหมาะสม เป็นตัวสะท้อนทักษะในการบริหารจัดการชีวิตและระเบียบวินัยได้ดี เด็กวัยเรียนที่ไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมตนเองให้ทำกิจกรรมต่างๆ ในแต่ละวัน เช่น การเรียน (และการเรียนพิเศษ) การออกกำลังกาย การนอนหลับพักผ่อน รวมไปถึงการเล่น (เกมหรืออะไรก็แล้วแต่) ในสัดส่วนที่เหมาะสมได้นั้น ย่อมมีโอกาสที่จะขาดระเบียบวินัยในการใช้ชีวิตต่อไปในอนาคต และมีโอกาสที่จะไม่ประสบความสำเร็จในการเรียนและการทำงานสูงกว่าเด็กคนอื่นๆ อย่างแน่นอน และเชื่อว่าผู้ปกครองจะไม่แปลกใจเลยถ้าลูกน้อยของเรา เริ่มมีผลการเรียนที่แย่ลงตามปริมาณเวลาที่ใช้ไปกับอุปกรณ์ไอทีเพื่อความบันเทิงที่มากขึ้น จริงไหมค่ะ ?!?


5. เสียสุขภาพ

การใช้เวลาส่วนมากไปกับอุปกรณ์ไอที ทำให้มีสัดส่วนเวลาสำหรับพฤติกรรมสุขภาพที่ดีน้อยลง ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ (ตรงตามเวลา) การพักผ่อนนอนหลับอย่างเพียงพอ (ตรงตามเวลา) และที่สำคัญคือการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ พฤติกรรมสุขภาพที่น้อยลงส่งผลลบต่อการมีสุขภาพที่ดีอย่างมาก มีการวิจัยของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่าร้อยละ 20 ของเด็กวัยเรียนมีน้ำหนักเกินเกณฑ์ เข้าขั้น “อ้วน” โดยสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่ดีและการติดเกม ทำให้มักจะชอบนั่งนอนอยู่กับที่และไม่ออกกำลังกาย โดยมีสาเหตุมาจากกรรมพันธุ์เพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ของเด็กอ้วนทั้งหมดเท่านั้น


6. ติดเกม

การใช้เวลาไปกับอุปกรณ์ไอทีที่มากเกินไปมีความสัมพันธ์กับการติดเกมในเด็กวัยเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คำว่า “เด็กติดเกม” หมายถึง เด็กที่หมกมุ่นอยู่กับการเล่นเกมมากเกินไป จนไม่สามารถควบคุมตนเองให้เล่นในเวลาที่กำหนดได้ ทำให้ใช้เวลาในการเล่นนานติดต่อกันหลายชั่วโมง หรือมีความต้องการเล่นเกมนานขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมเพียงไม่กี่ชั่วโมงแต่เพิ่มเป็นหลายชั่วโมงต่อวัน บางคนอาจถึงขนาดเล่นข้ามวันข้ามคืน เมื่อถูกควบคุมหรือบังคับให้เลิกหรือหยุดเล่นก็จะมีพฤติกรรมในเชิงต่อต้าน หงุดหงิดหรือไม่พอใจอย่างรุนแรง ซึ่งในเด็กบางคนอาจแสดงออกเป็นพฤติกรรมก้าวร้าวได้


ลักษณะการเล่นเกมของเด็กติดเกมจะมีผลกระทบต่อหน้าที่ความรับผิดชอบของเด็กโดยตรง เช่น ไม่สนใจการเรียน ไม่ทำการบ้าน หนีเรียน หลับในห้องเรียน หรืออาจหนีออกจากบ้านเพื่อไปเล่นเกม ผลการเรียนตกลงจากเดิม มักชอบแยกตัวจากสังคมและกิจกรรมของครอบครัว เพราะหมกมุ่นอยู่แต่ในสังคมของเกมที่ตนเล่นจนไม่ได้ใช้ชีวิตในสังคมของความเป็นจริง โดยในเด็กติดเกมบางรายอาจมีปัญหาพฤติกรรมอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น โกหก ลักขโมย (เพื่อนำเงินไปเล่นเกม) ดื้อต่อต้าน แยกตัวหรืออารมณ์ซึมเศร้า เป็นต้น


7. เสพติดความรุนแรง

ไม่ว่าจะเป็นเกมหรือการ์ตูนต่างๆ ที่เป็นที่นิยมในเด็กวัยเรียน เกือบทั้งหมดมักแฝงมาซึ่งความรุนแรงทั้งสิ้น โดยอาจอยู่ในรูปแบบของการต่อสู้ การแย่งชิง การลักขโมย การแข่งขันแบบดุเดือดเลือดพล่าน หรืออาศัยกลยุทธ์ชั้นเชิงที่แยบยล เพื่อเอาชนะกัน การ์ตูนหลายเรื่องหรือเกมหลายเกมอาจถึงขั้นส่งเสริมให้เด็กมีคุณธรรมจริยธรรมที่บกพร่องลงไปเรื่อยๆ การที่ผู้ปกครองปล่อยปละละเลยให้เด็กวัยเรียนหมกมุ่นหรือใช้เวลากับสื่อไอทีในลักษณะนี้มากเกินไป หรือไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด ย่อมทำให้เด็กเสพติดความรุนแรงและ/หรือมีความบกพร่องในเรื่องคุณธรรมจริยธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยอาจเผลอแสดงออกมาเป็นคำพูดที่หยาบคาย พฤติกรรมรุนแรงก้าวร้าว อาจมีการประพฤติผิดกฎระเบียบของครอบครัว โรงเรียนหรืออาจถึงขั้นผิดกฎหมายไปเลยก็ได้

ที่มา http://rajanukul.go.th/iqeq/index.php…
เรื่องโดย : นพ.ธิติพันธ์ ธานีรัตน์

(0 ) ความคิดเห็น