วิธีสอนลูกคิด version เด็กโต

วิธีสอนลูกคิด version เด็กโต

วิธีสอนลูกคิด version เด็กโต

บทความนี้ เหมาะกับคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกอยู่ชั้นประถมเป็นต้นไป การสอนลูกให้ “คิด” เป็น

ถามว่าเพราะอะไรการคิด ถึงมีความสำคัญในศตวรรษที่ 21
คำตอบก็คือ เพราะมีการคาดการณ์กันว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ น่าจะเป็นยุคที่การขายสินค้าหรือการให้บริการต่างๆ จะมีการแข่งขันกันสูง จะว่าไปอาจจะไม่ต้องรอให้ถึงอนาคต เพราะในปัจจุบันนี้หลายๆ อาชีพก็เริ่มจะมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดให้เห็นกันแล้ว เอาที่เห็นชัดๆ ก็อย่างร้านขายกาแฟในจังหวัดเชียงใหม่ ที่ตอนนี้ไม่รู้มีอยู่กี่ร้อยร้าน สมมุติหากลูกของคุณเผอิญโตขึ้นมาแล้วอยากเปิดร้านกาแฟที่เชียงใหม่บ้าง แต่ใช้วิธีเปิดร้านแถวๆ ที่เขาเปิดกัน เมล็ดกาแฟก็ใช้แบบที่เค้าใช้ๆ กัน ตกแต่งร้านก็แบบที่เขาแต่งๆ กัน เมนูในร้านก็เหมือนๆ ร้านอื่น เสี่ยงมากที่ลูกค้าจะคิดกับร้านของลูกคุณเหมือนที่คิดกับร้านขายพวงมาลัยหน้าวัด นั่นคือ “ซื้อร้านไหนก็เหมือนกันแหละ”

ดังนั้น เพื่อให้แข่งขันได้ สินค้าและบริการมีความแตกต่าง แปลกใหม่กว่าชาวบ้าน คนเราจึงจำเป็นต้อง “คิด” ซึ่งวิธีคิดนั้นก็มีหลายแบบ เช่น การคิดวิเคราะห์ คิดแก้ปัญหา คิดสร้างสรรค์ คิดอย่างมีวิจารณญาณ แต่ด้วยเนื้อที่อันจำกัด ขอไม่พูดถึงรายละเอียดของแต่ละอย่าง ขอข้ามไปวิธีสอน

1. ให้โอกาสลูกได้หัดแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
เพราะคนเรามักจะไอเดียกระฉูด ก็เมื่อตอนที่ตัวเองกำลังมีปัญหา แล้วพบว่าวิธีแก้ปัญหาแบบเดิมๆ ที่ตัวเองเคยทำมานั้น มันไม่ work เมื่อนั้นคนเราจึงจำเป็นที่จะต้องสรรหาหนทางใหม่ วิธีใหม่ๆ มาเพื่อจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น แต่กระบวนการคิดของลูกจะไม่เกิดขึ้นเลย หากคุณพ่อคุณแม่เข้ามาขัดขวางด้วยการคิดแทน และ ทำแทนเขา

ดังนั้น หากลูกมาเล่าปัญหาให้คุณฟัง ขอให้ตั้งสติให้ดี แล้วคิดก่อนเลยว่าปัญหานี้ลูกน่าจะแก้ไขมันได้ด้วยตัวเองรึเปล่า?? ถ้าคำตอบคือ “ใช่” ก็ขอให้คุณลองตั้งคำถามชวนเขาคิดหาวิธีแก้ปัญหาเองสักนิด เช่น “โอ แย่จังเลยเนอะ แล้วลูกตั้งใจจะทำยังไงต่อไปล่ะ” หรือหากคุณมองแล้วว่าเป็นเรื่องที่เขาไม่น่าจะแก้ได้ด้วยตัวเอง ก่อนที่จะช่วยก็ยังคิดว่าคุณน่าจะถามเขาสักหน่อยว่า “แล้วอยากให้พ่อกับแม่ช่วยยังไงล่ะ” อย่างน้อยก็ยังดีกว่าการที่คุณจะกระโดดเข้าไปช่วยลูกในทันที โดยที่เขายังไม่ทันจะได้ใช้สมองเลย

2. สอนลูกด้วยการตั้งคำถาม
จริงๆ เคยพูดถึงเรื่องนี้ไปบ้างแล้ว ว่าเด็กๆ ยิ่งโตขึ้นเท่าไหร่จะยิ่งไม่ชอบการถูกสอนแบบ “เลคเชอร์” แต่เด็กๆ เหล่านี้มักจะเรียนรู้ได้ดีจากการที่มีคนตั้งคำถามให้เขา “คิด”

ดังนั้น หากคุณพ่อคุณแม่ได้ลองเปลี่ยนคำสอนเสียใหม่ เช่น จาก “ทำแบบนี้มันไม่ดีรู้มั้ย” เป็น "ลูกคิดว่าถ้าลูกทำแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ผลมันน่าจะเป็นอย่างไร "จาก “ ที่พ่อกับแม่คอยเตือนลูกอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะหวังดีรู้มั้ย” 
เป็น “ลูกคิดว่าเพราะอะไรพ่อกับแม่ถึงเตือนลูกเรื่องนี้บ่อยมาก” และในกรณีที่คุณอดที่จะสอนลูกไม่ได้จริงๆ ก็ยังคิดว่าคุณก็น่าจะห้อยประโยควิเศษประโยคหนึ่งต่อไว้ตอนท้ายของการสนทนาเสมอ เช่น "พ่อคิดว่าลูกน่าจะลอง....ดูนะ" "ลูกคิดว่ายังไง" การพูดแบบนี้นอกจากจะทำให้ลูกได้ใช้ความคิดแล้ว จะยังช่วยทำให้เขารู้สึกดีในการคุยกับคุณด้วย เพราะลูกจะรู้สึกว่าคุณอยากฟังความคิดเห็นของเขา และการรับฟังความคิดเห็น เป็นวิธีหนึ่งในการให้เกียรติคู่สนทนาครับ

3. บรรยากาศในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจะต้อง “ปลอดภัย”
ข้อนี้เป็นข้อที่สำคัญมาก เพราะมันจะตอบคำถามที่คุณพ่อคุณแม่หลายท่านสงสัยกันมานานแล้วว่า “เพราะอะไรเวลาที่เราถามลูก ลูกถึงไม่ค่อยอยากตอบ”
ไม่เชื่อก็ลองนึกถึงเวลาที่ผู้ใหญ่อย่างเราๆ ต้องเข้าไปประชุมในห้องประชุมที่บรรยากาศไม่ค่อยจะ “ปลอดภัย” ดูสิ แน่นอนว่า หากลูกรู้สึกว่าการพูดคุยกันระหว่างคุณกับเขานั้น คุณตั้งธงมาแล้วจากบ้าน และไม่ได้คิดที่จะเปลี่ยนแปลงอะไร และที่ตั้งคำถามกับเขาก็เพียงเพื่อที่จะบอกเขาว่าสิ่งที่เขาคิดนั้นมัน “ไม่ถูก” ยิ่งบวกกับการตำหนิ ประชดประชัน อะไรพวกนี้เข้าไปด้วย ลูกก็จะเลิกคิด และ เลิกพูดในที่สุด

และที่สำคัญที่สุดเลย นั่นก็คือ ต่อให้คุณจะอยากให้ลูกเป็นคนที่ “คิด”เก่งสักเพียงไหน คุณก็ไม่ควรที่จะพยายามตั้งคำถามกับเขาอยู่ตลอดเวลาจนลูกเหนื่อย หรือ ปล่อยให้ลูกแก้ทุกปัญหาด้วยตัวเองจนลูกรู้สึกว่าตัวเองถูกทอดทิ้ง ทำให้มัน “พอดีๆ” ไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกินไปนั้นดีที่สุด

ที่มา : หมอตั้ม เพจเลี้ยงลูกให้เป็นคนปกติ

(0 ) ความคิดเห็น